AIS แก้เกมการตลาดช่วงวิกฤตโควิด19 ด้วย Service Truck

เราอาจเคยได้ยินกันบ่อยๆ กับการขายอาหารบนรถหรือ Food Truck แต่ AIS ใช้ประโยชน์จากแนวคิดนี้ในการให้บริการลูกค้าหลังจากวิกฤตโควิด 19 กระหน่ำหนัก ทำให้การให้บริการที่ลำบากล่าช้า จึงได้มีรูปแบบการปรับแผนบริการใหม่ซึ่งเราจะมาติดตามกันในวันนี้เอง กับ AIS แก้เกมการตลาดช่วงวิกฤตโควิด19 ด้วย Service Truck

AIS แก้เกมการตลาดช่วงวิกฤตโควิด19 ด้วย Service Truck

                เมื่อวิกฤตโควิด19 เริ่มทำลายรูปแบบการใช้บริการรูปแบบต่างๆ ลงไป ก็ทำให้มีบริการรูปแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นเพื่อดิ้นรนให้ธุรกิจสามารถยืนตัวอยู่ได้ในช่วงภาวะวิกฤตนี้ ซึ่งทางเครือข่ายธุรกิจดังอย่าง AIS ก็เริ่มมีการปรับแผนรูปแบบการตลาดแบบใหม่ เพื่อรับมือกับวิกฤตโควิดในครั้งนี้ ซึ่งได้แก้เกมด้วยการให้บริการแบบใหม่ด้วย Service Truck หรือ Mobile Truck แทนการใช้ตึกอาคารพาณิชในการให้บริการ

                ในวันที่ 23 สิงหาคม 2564 ที่ผ่านมา ทางผู้บริหารของบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด หรือ AIS โดยคุณปรัธนา ลีลพนัง หัวหน้าคณะผู้บริหาร กลุ่มลูกค้าทั่วไป ได้ออกมากล่าวว่า เนื่องจากประกาศจากทางรัฐได้มีการปิดล็อคดาวน์ เหตุเพราะมีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 เพิ่มขึ้นอย่างเรื่อยๆ จึงทำให้ห้างร้านต่างๆ ถึงระงับการให้บริการ โดยเฉพาะบริการโทรคมนาคม ที่ให้บริการในห้างสรรพสินค้าซะส่วนใหญ่ ยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้ จนกว่าจะมีประกาศผ่อนปรนจากทางรัฐ

(เอไอเอสอุ่นใจ1)

(เอไอเอสอุ่นใจ1)

                เพื่อการอำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าและประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับธุรกิจด้านการสื่อสาร ที่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อชีวิตในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นการทำงาน เรียนออนไลน์ รวมไปถึงการบริหารจัดการระบบต่างๆ เพื่อไม่ให้ขัดตามนโยบายที่ภาครัฐได้ประกาศออกมานั้น AIS จึงได้ร่วมมีกับร้านที่ให้บริการในสาขาต่างๆ ทั้งร้านเอไอเอส และเทเลวิช ในแต่ละพื้นที่ ได้เปิดร้านเอไอเอสอุ่นใจช็อป ซึ่งกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ชุมชนต่างๆ

ที่ครอบคลุมพื้นที่หลักมากกว่า 100 แห่งแล้ว รวมไปถึงการส่งรถ Service Truck หรือ Mobile Truck เอไอเอสอุ่นใจออกไปให้บริการมากกว่า 30 คน พร้อมที่จะวิ่งแล่นไปให้บริการลูกค้าและประชาชนตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

                ซึ่งเป็นการแก้เกมที่ดีสำหรับ AIS ในครั้งนี้ เพื่อให้การเข้าถึงที่ง่ายขึ้นสำหรับลูกค้า ซึ่งทาง AIS ก็ได้กล่าวต่อว่า “ชาวเอไอเอสและชาวเอไอเอส เทเลวิซ พร้อมอยู่เคียงข้างลูกค้าและประชาชน เพื่อสนับสนุนระบบสื่อสาร ทั้งในแง่ของจุดให้บริการและการดูแลเครือข่ายทั้งมือถือและเน็ตบ้าน

ซึ่งเป็นอีกหัวใจสำคัญในการเชื่อมต่อความช่วยเหลือสำหรับช่วงเวลาแห่งความท้าทายนี้อย่างเต็มที่” ที่เป็นประโยคกินใจลูกค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถหาข้อมูล กองทุน “Income Fund”ได้ผ่านอินเตอร์เน็ต 5G ของทาง AIS

(เอไอเอสอุ่นใจ2)

(เอไอเอสอุ่นใจ2)

                สำหรับข้อมูลของ AIS แก้เกมการตลาดช่วงวิกฤตโควิด19 ด้วย Service Truck ที่เราได้เอามานำเหสนอนี้ ก็เพื่อเกาะติดเรื่องราวของธุรกิจใหญ่ที่มีการปรับแผนรูปแบบของการตลาดให้เหมาะกับยุควิกฤตเช่นนี้ และเราก็หวังว่าข้อมูลที่เราได้นำเอามานำเสนอนี้จะเป็นประโยชน์กับใครหลายๆ คนได้ ทั้งนี้หากคุณสนใจบทความเพิ่มเติมสามารถเข้าไปติดตาม 3 ธุรกิจทำเงินออนไลน์

กองทุน “Income Fund” ปล่อยเงินทำงาน รอรับปันผลกำไร

มีเงินแต่แต่ไม่อยากให้เงินอยู่นิ่งเฉย อยากให้เงินสร้างกำไรได้ เชิญทางนี้ เพราะGATOPAINTSจะมานำเสนอกองทุน นี้ได้กำไรจากการประกอบการแน่นอนโดยปล่อยให้เงินของคุณทำงานให้ไม่ต้องเหนื่อย กับกองทุน “Income Fund” ปล่อยเงินทำงาน รอรับปันผลกำไร

กองทุน “Income Fund” ปล่อยเงินทำงาน รอรับปันผลกำไร

                สำหรับผู้ที่อยู่ในวงการการลงทุนมักจะรู้จักคำว่า passive income เป็นอย่างดี คือการที่ไม่ต้องทำอะไรก็ได้เงินเข้ากระเป๋านั่นเอง ยกตัวอย่างให้เห็นชัดและง่ายๆ เช่น ผู้ประกอบการลงทุนในธุรกิจ หอพัก คอนโด ต่างๆ ที่รอรับรายได้จากการจ่ายเงินรายเดือนของผู้เช่าซื้อในทุกๆ เดือน โดยไม่ต้องทำอะไรหนักหนาเลย ซึ่งทุกคนต่างก็อยากมี passive income กันทั้งนั้น เพราะมันเป็นการมีรายได้ถึงแม้จะอยู่นิ่ง ดังนั้นเราจะได้นำเอา กองทุน “Income Fund” มาแนะนำสำหรับผู้ที่มีเงิน และอยากลงทุนแบบได้ passive income

กองทุน “Income Fund” ปล่อยเงินทำงาน รอรับปันผลกำไร

(passive income)

                “Income Fund” เป็นกองทุนที่ใช้เงินลงทุนในจำนวนที่ไม่มาก มีกระแสรายได้เงินสดแบบสม่ำเสมอ เป็นกองทุนที่ตอบโจทย์มากๆ ซึ่งทางกองทุนนี้จะมีทีมงานมืออาชีพที่คอยดูแลเงินของคุณเป็นอย่างดี มีผู้จัดการกองทุนที่มีประสบการณ์สูง จึงเป็นกองทุนที่น่าสนใจมากในช่วงเวลานี้ ที่สำคัญคือสามารถสร้าง Passive Income ให้กับเราได้เช่นกัน

                “Income Fund” คือ กองทุนที่เน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความสามารถในการสร้างรายได้ให้กับผู้ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงที่อยู่ในระดับปานกลาง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรับกระแสเงินสดแบบประจำ ซึ่ง“Income Fund” เป็นกองทุนรวมแบบผสม ลงทุนในตราสารหนี้ ตราสารทุน หน่วยลงทุนของกองทุนรวม เช่น กองทุนรวมอีทีเอฟ หน่วยทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กระจายการลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ทั้งหมดนี้เป็นการหากระแสสินทรัพย์ในรูปแบบกระแสเงินสด หรือรายได้ที่ได้จากการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ได้มาซึ่งคำว่า Passive Income

                การลงทุนในกอง lncome Fund มีเทคนิค 4 อย่าง ดังนี้

                1.มีระดับเสี่ยงที่เรายอมรับได้ของนโยบายการลงทุนที่เหมาะสม ในการลงทุนควรคิดคำนึงดูให้ดีว่าในกองทุนที่เราจะร่วมลงทุนมีความเสี่ยที่เราสามารถยอมรับได้หรือไม่ เพราะการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเสมอ

                2.ในการตรวจสอบรูปแบบของผลตอบแทนที่เหมาะสมนั้นควรคำนวณย้อนหลังไป 5 ปีเท่านั้น จึงจะทำให้รู้ได้ว่ามีผลตอบแทนดีจริงหรือไม่ ก่อนร่วมลงทุน

                3.การลงทุนไม่ควรคำนึงถึงค่าธรรมเนียมที่เหมาะสม ควรคำนึงถึงผลตอบแทนย้อนหลังที่เหมาะสมเพียงเท่านั้น เพราะในการลงทุนที่มีค่าทำเนียมที่ถูกมักจะให้ผลตอบแทนที่ไม่ดีนัก

                4.การลงทุนต้องดูที่ผู้จัดการกองทุน เพราะเขาคือมันสมองทั้งหมดของกองทุน หากการบริการกองทุนที่ดีมีประสิทธิภาพโดยผู้จัดการกองทุนแล้ว คุณก็ย่อมได้ผลตอบแทนที่ดีเสมอ

                หากใครที่กำลังสนใจอยากร่วมลงทุนในกองทุน “Income Fund” ปล่อยเงินทำงาน รอรับปันผลกำไร อยู่ เราก็ขอแนะนำว่าสามารถเรียนได้แล้วในรูปแบบ e–Learning หลักสูตร “กองทุนรวม The Series” ซึ่งทั้งหมดฟรีแบบไม่เสียค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว โดยสามารถเรียนได้ที่เว็บของตลาดหลักทรัพย์ฯ แหล่งความรู้การเงินการลงทุนที่ดีสามารถเข้าไปติดตามบทความต่อได้ที่SIAMCARAUTO

ธุรกิจบริการ มาแรงช่วงล็อกดาวน์

สำหรับคนที่กำลังมองหางานหรือที่จบออกมาใหม่ ต้องที่จะลงทุนทำธุรกิจเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น เพราะการได้เป็นเจ้านายตัวเองล้วนแต่มีอิสระแถมยังลดความกดดัน ที่จะต้องร่วมงานกับผู้อื่น สำหรับคนที่อยากทำวันนี้ทางGATOPAINTSจะพาคุณไปดูว่า ธุรกิจบริการ มาแรงช่วงล็อกดาวน์ ว่าจะมีธุรกิจไหนน่าทำและพอจะมีทางไปรอดหลังการระบาดของโควิด-19 รวมถึงธุรกิจที่น่าลงทุน เราไปตามดูกันเลยครับ

แนะนำธุรกิจบริการน่าทำ หลังการระบาดของโควิด-19

ธุรกิจสินค้าออร์แกนิ

ธุรกิจสินค้าออร์แกนิค

ทำหรับการทำธุรกิจเกี่ยวกับออร์แกนิกนั้น เรียกได้ว่าเอาใจคนที่รักสุขภาพกันมากๆเลยแหละครับ ทำให้กลุ่มสินค้าประเภทนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในไม่กี่ปีที่ผ่านมา แถมยังมีแนวโน้มจะเติบโตขึ้นไปอีกด้วย จะสถิติที่ไทยประเมินไว้ในปี 2021 มูลค่าของตลาดสินค้าออร์แกนิคของไทยอาจจะพุ่งถึงหลัก 5,400 ล้านบาทเลยแหละครับ

สาเหตุที่สินค้าออร์แกนิคนั้นน่าลงทุนเพราะว่าเป็นธุรกิจที่น่าสนใจ แถมผู้คนเดียวนี้หันมาใส่ใจกับสุขภาพตัวเองมากขึ้น หลายคนยอมจ่ายเงินที่แพงเพื่อได้รับสิ่งดีๆ เข้าสู่ร่างกายและเป็นมิตรกับสภาพแวดล้อม เพราะฉะนั้นแล้วเราขอฟันธงได้เลยว่าการทำธุรกิจประเภทนี้จะยังสามารถทำได้อย่างมั่นคงบนตลาดโลกได้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นบริการจำหน่ายผักปลอดสารพิษแบบพร้อมกินพร้อมที่ส่งตรงถึงบ้านบริการจำหน่ายเมล็ดพันธ์ผัก ไปจนถึงการขายอาหารแปรรูปที่มาจากสินค้าออร์แกนิครับรองว่าต้องทำผลกำไรเติบโตได้อย่างดีหลังการระบาดของโควิด-19 แน่นอน

ธุรกิจร้านอาหารและบริการฟู้ดเดลิเวอรี่

ธุรกิจร้านอาหารและบริการฟู้ดเดลิเวอรี่

ในช่วงนี้ที่ผู้คนต้องอยู่บ้านในช่วงการระบาดของไวรัสโควิด-19 ห้างหรือค้าต่างๆต้องปิดตัวลงชั่วคราว ส่วนร้านอาหารเองก็ต้องปรับตัวเปิดได้แค่ซื้อกลับไปกินที่บ้าน ทำให้ธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่นั้นได้รับความสนใจจาก ผู้ประกอบการร้านอาหารหลายๆคน เพราะความสะดวก รวดเร็ว สั่งซื้อง่ายโดยที่คุณไม่ต้องออกจากบ้านเลยแม้แต่น้อย

ในส่วนของร้านอาหารเอง หลังจากการระบาดของโควิด-19 ต้องคิดหาบริการนี้เพราะว่าการปรับไปให้สามารถสั่งผ่านเดลิเวอรี่ได้นั้น ยิ่งทำให้ผู้คนหันมาสนใจเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะหมดช่วง Social distancing ธุรกิจประเภทนี้ก็ยังเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้แล้วคนยังนิยมหันมาสั่งของแบบเดลิเวอรี่ฟู้ดมากขึ้น ธุรกิจร้านอาหารที่มาควบคู่กับฟู้ดเดลิเวอรี่จึงน่าสนใจอย่างมากเลยทีเดียว จึงมีแนวโน้มได้ว่าจะเป็นอีหหนึ่งธุรกิจมาแรงในปี2021 หลังจากล็อคดาวน์อย่างแน่นอนเลยทีเดียว

ธุรกิจร้านสะดวกซัก

ธุรกิจร้านสะดวกซัก

ช่วงนี้เพื่อนเคยลองสังเกตุกันดูไหมครับว่า เรามักจะเห็นร้านสะดวกซักสีสันสดใสสะดุดตา พร้อมกับเครื่องซักผ้าที่ดูไฮโซเหมือนหลุดออกมาจากซีรี่ย์ ไม่ต้องมีคนแลกเหรียญ ไม่ต้องมีคนคอยเฝ้า เพราะนี้เป็นร้า่นสะดวกซัก ที่ควบคุมด้วยระบบอัตโนมัติทั้งหมด ธุรกิจประเภทนี้เน้นเจาะกลุ่มคนที่อยู่ในเมืองซะส่วนใหญ่เพราะผู้คนต้องการความสะดวกสบายและความทันสมัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้พักอาศัยตามคอนโด

ด้วยความที่เป็นร้านสะดวกซักเป็นธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่เยอะ แถมเครื่องซักผ้ายังใช้ระบบอัตโนมัติ ทันสมัย สะอาดและได้มาตรฐานกว่าเครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ นอกจากนี้ยังให้บริการดีกว่าแบบครบวงจร หมดปัญหาสำหรับคนที่ไม่อยากรอเวลาตากผ้าหรือกลัวผ้าอับ ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาร้านสะดวกซักเป็นธุรกิจบริการที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

ยิ่งในช่วงนี้มีหลายคนหันมาสนใจและตื่นตัวกับเชื้อโรคที่ที่มีโอกาสแพร่มาจากสถานที่สาธารณะหรือแม้แต่เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ การหันมาใช้บริการธุรกิจสะดวกซักที่มีการซักด้วยน้ำร้อนและมีระบบการฆ่าเชื้อทำความสะอาดเครื่องซักผ้าที่ได้มาตรฐาน ธุรกิจนี้จึงกลายเป็นตัวเลือกใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งเรื่องสุขอนามัยครับ

เป็นยังไงกันบ้างครับธุรกิจบริการ มาแรงช่วงล็อกดาวน์ ตั้งแต่ต้นปีเราเจอแต่เรื่องหนักๆมาหลายเรื่อง โดยเฉพาะการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ไม่มีวี่แววว่าจะลดลงเลย ซึ่งจะส่งผลต่อเศรษฐกิจในระยะยาว แต่ที่เราหยิบมานำเสนอเพื่อนๆในวันนี้นั้นล้วนแต่เป็นธุรกิจที่จะตอบโจทย์นักลงทุนมือใหม่ ที่ต้องการจะก้ามาเป็นเจ้านายตัวเอง เพราะด้วยความเป็นธุรกิจที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้คนในยุคนี้ที่ความสะดวกสบายต้องมาก่อน รับรองว่าจะต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอนหากคุณทำการศึกษาให้เป็นอย่างดีทั้งนี้หากคุณสนใจบทความอื่นๆเพิ่มเติม สามารถเข้าไปติดตามต่อได้ทีSIAMCARAUTOที่จะรวบรวมข้อมูลดีๆไว้ให้คุณเข้าไปติดตามกัน!

“NFT” คืออะไรทำไมนักลงทุนถึงให้ความสนใจ ?

สำหรับนักลงทุนในยุคนี้ต้องรู้จักกับ Cryptocurrency กันเป็นอย่างดี ช่วงนี้เราจะเห็นได้ว่ามีเหรียญอีกประเภทหนึ่งที่กำลังถูกพูดถึงเป็นอย่างมากในหมู่นักลงทุน นั่นก็คือ Non-Fungible Token หรือ NFT วันนี้ทางGATOPAINTSจะพาคุณไปดูกันว่า “NFT” คืออะไรทำไมนักลงทุนถึงให้ความสนใจ ? ตามมาดูกันเลยครับ

“NFT” คืออะไร?

"NFT" คืออะไร?

Non-fungible Token หรือ NFT ที่ถูกเรียกได้ว่าอีกหนึ่งใน Cryptocurrency ที่นักลงทุนพูดถึงกันเป็นอย่างมากในช่วงนี้ ซึ่งเหรียญประเภทนี้จะแสดงความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ โดยแต่ละเหรียญนั้นจะมีความแตกต่าง และมีมูลค่าไม่เท่ากัน และ Non-Fungible Token เหรียญอื่นๆไม่สามารถเข้ามาทดแทนได้ อย่างเช่นเรามีภาพวาด ภาพหนึ่ง แล้วนำไปให้เพื่อน แล้วเพื่อนต้องนำรูปภาพที่เราให้ไปมาคืนโดยห้ามเป็นรูปอื่นที่แตกต่างออกไป เพราะด้วยความที่หายากและมีแค่รูปเดียวที่ไม่สามารถมีอะไรมาแทนได้

ดังนั้นแล้ว Non-Fungible Token จึงเปรียบได้ว่าเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีอะไรมาแทนได้นอกจากตัวมันเอง อย่างเช่นคุณได้ไปยืม Bitcoin มาจากเพื่อนคุณก็ต้องคืนเป็นสกุลเงิน Bitcoin โดยไม่สามารถนำเงินสกุลอื่นๆไปคืนได้นั่นเองครับ ดังนั้นแล้ว Non-Fungible Token ที่มีความเป็นเฉพาะตัวสูงแล้ว การที่ถือครองเหรียญ Non-Fungible Token ก็เพื่อการแสดงความเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั้นๆ ทำให้ไม่สามารถทำออกมาเป็นหน่วยย่อยแบบ Cryptocurrency ประเภทอื่นได้นั่นเองครับ ซึ่ง NFT จะต้องซื้อเต็มหน่วยเท่านั้น เพราะคุณลองคิดดูว่า Non-Fungible Token แทนภาพวาดซักหนึ่งภาพก็ไม่สามารถแบ่งรูปภาพออกมาขายได้นั่นเอง

“NFT” จะถูกนำเอาไปใช้ในอุตสาหกรรมไหนบ้าง ?

T" จะถูกนำเอาไปใช้ในอุตสาหกรรมไหนบ้าง ?

จากที่ทางเราได้ไปศึกษาการใช้ประโยชน์หรือ (Use Case) จากทั่วโลก โดยมักจะมีการนำ Non-Fungible Token ไปใช้กับสิ่งของที่หายาก และมีจำกัด และได้รับความนิยม โดยเฉพาะวงการศิลปะ เมื่อมีศิลปินที่มีความคิดสร้างสรรค์ได้ออกแบบผลงานออกมาเป็น Non-Fungible Token แล้วทำการเสนอขายให้กับผู้ที่สนใจในผลงาน หรือในวงการเกม ที่มีการประมูลหรือเสนอขายของในเกมเป็น Non-Fungible Token เพื่อให้คนสามารถแสดงความเป็นเจ้าของสินทรัพย์นั่นๆได้ เพราะสำหรับใครที่เล่นเกม มักจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าของในเกมแต่ละชิ้นมีความแตกต่างกันอย่างมาก บางชิ้นออกจะมีหลายชิ้นได้ หรือถ้าเกิดเป็นของหายากจริงๆ อาจจะมีเพียงไม่กี่ชิ้นภายในเกมนั่นเองครับ

หรือในอีกวงการ Youtuber หรือ Streamer เองก็มีการออก Non-Fungible Token เพื่อให้มีการแสดงสิทธ์ในการเข้าร่วมห้องเพื่อนสนทนาเฉพาะผู้ติดตาม แต่ต้องยอมรับเลยนะครับว่าด้วยข้อจำกัดหลายๆอย่าง ณ ปัจจุบัน Non-Fungible Token ยังใช้ได้แค่กับสินทรัพย์ที่เป็นดิจิทัล เท่านั้นเองยังไม่เข้ามามีบทบาทกับสินทรัพย์ทั่วไปมากเท่าไหร่

Non-Fungible Token ในมุมมองนักลงทุน

Non-Fungible Token ถือได้ว่าเป็นเหรียญประเภทหนึ่งที่มีความน่าสนใจสำหรับนักลงทุนเป็นอย่างมาก เพราะ Non-Fungible Token ช่วยทำให้สินทรัพย์ที่มีมูลค่า หายาก ที่มีความเฉพาะตัวสูง สามารถทำการซื้อขายได้ง่ายมากขึ้น ทำให้คนทั่วไปสามารถเข้าถึงตัวสินทรัพย์ได้มากขึ้นไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลก ลองคิดตามง่ายๆ ของเดิมที่หายากอยู่แล้ว แต่สามารถดึงความสนใจของผู้คนทั่วโลกให้เข้ามาสนใจมากขึ้น จึงทำให้สนิทรัพย์นั้นเกิดความต้องการสูง ซึ่งกลายเป็นราคาของ Non-Fungible Token เพราะราคาจะขึ้นตาม need ของผู้ที่ให้ความสนใจอยู่ที่ว่ามากหรือน้อยนั่นเองครับ

เห็นไหมละครับว่า Non-Fungible Token เป็นอนาคตที่ได้มาตอบโจทย์และไขข้อสงสัยเกี่ยวกับ “NFT” คืออะไรทำไมนักลงทุนถึงให้ความสนใจ? โดยที่คุณไม่ต้องค้นหาข้อมูลอะไรให้มาก เพราะนอกจากการลงทุนแล้วสุขภาพของคุณก็สำคัญเช่นกัน สามารถเข้าไปติดตามบทความสำหรับนักลงทุนที่ต้องการจะดูแลสุขภาพได้ที่ SUANSUKKARB ที่จะทำให้คุณมีสุขภาพดีๆไปลงทุนนั่นเองครับ

การออมเงินตามวันเกิด เพื่อธุรกิจในอนาคต

การออมเงินตามวันเกิด เพื่อธุรกิจในอนาคต จริงอยู่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จในด้านการเรียน ความสำเร็จในเรื่องความรัก หรือแม้แต่ความสำเร็จในด้านการทำธุรกิจ มันล้วนเกิดจากการกระทำ และความมุ่งมั่นของเราทั้งนั้น! แต่บางครั้งการใช้เรื่องความเชื่อและเรื่องดวงเข้ามาเป็นตัวช่วยส่งเสริม ก็อาจจะทำให้เราเข้าใกล้ความสำเร็จ จากที่วางเอาไว้ได้เร็วกว่าเดิมก็ได้ บทความเกี่ยวกับธุรกิจวันนี้ จึงขอพานักธุรกิจตลอดจนคนที่อยากมีธุรกิจ แต่ยังเก็บออมเงินไม่ได้ตามเป้าสักที ไปทำความรู้จักกับเคล็ดลับการออมเงินตามวันเกิด รับรองว่าหากท่านทำตามลักษณะนี้ ท่านจะมีเงินออมมากพอที่จะลงทุนทำธุรกิจในอนาคตแน่นอน! ส่วนการออมของแต่ละวัน จะเหมือนและต่างกันมากแค่ไหน ตามไปดูพร้อมกันได้เลยค่ะ

ออมเงินตามวันเกิด สำหรับคนทำธุรกิจ

เนื้อหา-1

1. ลักษณะการออมที่ถูกต้อง ของคนที่เกิดวันอาทิตย์

ส่วนใหญ่แล้วว่ากันว่าคนที่เกิดวันอาทิตย์ ไม่ว่าจะใช้จ่ายอะไรก็จะทำอย่างมีวินัยเสมอ แต่ข้อเสียคือมีวินัยในกรอบแคบเกินไป คือให้ใช้เท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น ไม่มีการวางแผนเกี่ยวกับการออม หรือหาเงินเสริมนอกเหนือจากที่ได้รับ ซึ่งนี่อาจจะเป็นปัญหาหากในอนาคต ท่านต้องการทำธุรกิจสักอย่าง  ฉะนั้น เราขอแนะนำให้เริ่มออมตั้งเเต่ยังเด็กเลยค่ะ

  • เริ่มออมในวัยประถม

สำหรับน้อง ๆ วัยประถมอาจจะเก็บค่าขนมเวลาให้ติดตัว โดยกำหนดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ หากอยากจะให้เขาเก็บเงินในวัยประถมต้อง แบ่งส่วนเผื่อใส่กระปุกออมสินไว้เลย ว่าจะใช้วันละเท่าไหร่หรือเก็บเท่าไหร่ โดยส่วนนี้คุณพ่อคุณแม่ อาจจะช่วยจัดการให้ เพราะหากรอให้น้อง ๆ ออมเอง น่าจะไม่เหลือแน่นอนค่ะ

  • เริ่มออมช่วงมัธยม

น้อง ๆ มัธยมถือว่าบริการเรื่องการใช้เงินของตัวเองได้ดีระดับหนึ่งแล้ว แต่คุณพ่อคุณแม่อาจะใช้วิธีการให้เงินใช้เป็นสัปดาห์ เพราะหากให้เป็นรายวัน น้อง ๆ อาจจะไม่เหลือเก็บค่ะ

2. ลักษณะการออมที่ถูกต้อง ของคนที่เกิดวันจันทร์

ว่ากันว่าคนที่เกิดวันจันทร์ จะมีลักษณะการใช้เงินแบบมัธยัสถ์ เวลาจะใช้จะคิดหน้าคิดหลังอย่างดี แต่ข้อเสียของการใช้จ่ายเงินของคนกลุ่มนี้ คือเมื่อเจอของที่ชอบ จะใช้จ่ายอย่างไม่คิดทันที ฉะนั้น คุณพ่อคุณแม่หรือผู้ที่ดูแล จะต้องปลูกฝังในเรื่องการออมของเขาให้มาก เพื่อให้เขามีเงินเก็บสำหรับลงทุนทำอะไรบางอย่าง หรือทำธุรกิจในอนาคตได้

  • เริ่มออมในวัยประถม

คุณผู้ปกครองทั้งหลายต้องสร้างวินัยการใช้จ่ายให้กับเขา ด้วยการใช้เหรียญเป็นส่วนใหญ่ เพราะจะเกิดความรู้สึกเสียดายและจะเก็บไว้หยอดกระปุกได้ง่ายกว่าการให้เค้กค่ะ

  • เริ่มออมช่วงมัธยม

ส่วนมากแล้วคนเกิดวันนี้จะมีนิสัยมัธยัสถ์เป็นทุนเดิม แต่มักหมดไปกับของจุกจิกเล็กน้อย และไม่ชอบใช้เงินหมดกระเป๋า หากอยากออมควรมีกระปุกออมสินไว้หัวเตียง จากนั้นทุก 6 เดือนนำไปฝากธนาคาร แบบนี้จะช่วยให้สามารถออมเงินได้เยอะขึ้นค่ะ

เนื้อหา-2

3. ลักษณะการออมที่ถูกต้อง ของคนที่เกิดวันอังคาร

ในบรรดา 3 วันที่นำเสนอมา คนที่เกิดวันอังคารมีลักษณะนิสัย และมีวินัยในการออมมากที่สุด ว่ากันว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนรักเพื่อนฝูง ขยันขันแข็งในการทำงาน และขยันหาราได้แบบอยู่เฉยไม่ได้ จึงมีวินัยในการออมอยู่ในตัวอยู่แล้ว

  • เริ่มออมในวัยประถม

เนื่องจากเป็นเด็กที่ค่อนข้างซน คุณพ่อคุณแม่จึงอาจจะต้องใส่ใจเรื่องกระเป๋าตังค์ โดยกระเป๋าสตางค์อาจต้องมีโซ่คล้องกันหล่นหายวัยนี้ใช้เงินไม่เก่ง มักมีเงินเหลือกลับมาหยอดกระปุกออมสินแน่นอน

  • เริ่มออมช่วงมัธยม

คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้มงวดหน่อย ถ้าได้ค่าขนมแบบรายสัปดาห์จะใช้หมดก่อนวันศุกร์แน่นอน ฉะนั้น เน้นให้แบบ 2 – 3 วันครั้งแทน

4. ลักษณะการออมที่ถูกต้อง ของคนที่เกิดวันพุธ

ว่ากันว่าคนเกิดวันพุธ เป็นคนที่ค่อนข้างเจ้าเล่ห์ ต่อรองเก่ง แต่ก็ประหยัดแบบสุด ๆ โดยลักษณะการออมของคนเกิดวันนี้ มีดังนี้

  • เริ่มออมในวัยประถม

คุณพ่อคุณแม่แทบไม่ต้องห่วงคนกลุ่มนี้เลยค่ะ เพราะเขามิวินัยและต่อรองเก่งแบบสุด ๆ แค่มีสมุดพกเงินฝากให้เขา เขาก็สามารถจัดการได้เป็นอย่างดี

  • เริ่มออมช่วงมัธยม

นอกจากเก็บค่าขนมแล้ว คนในกลุ่มนี้อาจจะมีการเก็บเงินจากการค้าขาย ที่ค้าขายเก่งเหลือเกินด้วย แนะนำให้ฝากแบบประจำไปเลย จะได้มีเงินเก็บเยอะ ๆ

5. ลักษณะการออมที่ถูกต้อง ของคนที่เกิดวันพฤหัสบดี

ว่ากันว่าคนที่เกดวันนี้เป็นคนที่ประหยัด มัธยัสถ์ มีน้อยใช้น้อย ใช้เงินอย่างเป้นระบบเป็นระเบียบ แต่บริหารเงินไม่ค่อยเก่ง เน้นใช้อย่างเดียว ลักษณะการออมที่ดี จึงต้องปฏิบัติตามรูปแบบต่อไปนี้

  • เริ่มออมในวัยประถม

พ่อแม่จะต้องปลูกฝังนิสัยการออมให้มากเป็นพิเศษ โดยอาจจะมีการกำหนดการออมเป็นวันให้อย่างชัดเจน ให้เขาทำแบบนั้นซ้ำ ๆ จนกว่าจะติดเป็นนิสัย

  • เริ่มออมช่วงมัธยม

เน้นการออมให้ เพราะคนที่เกิดวันพฤหัสบดี ไม่มีทางออมเงินได้เองแบบอยู่ถาวร ฉะนั้น พ่อแม่ต้องฝ่ายแบ่งออมให้ลูกเท่านั้นค่ะ

เนื้อหา-3

6. ลักษณะการออมที่ถูกต้อง ของคนที่เกิดวันศุกร์

ว่ากันว่าคนที่เกิดวันศุกร์ เป็นคนค่อนข้างร่าเริง และขยันหาเงินจากช่องทางต่าง ๆ เก่งเป็นที่สุด แต่เก่งสุดก็ใช้สุดเช่นกัน ฉะนั้น ลักษณะการออมจึงต้องใส่ใจให้มากขึ้น ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

  • เริ่มออมในวัยประถม

ส่วนใหญ่เด็กที่เกิดวันศุกร์ จะชอบหยอดกระปุกเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว หากอยากได้อะไรคนเกิดวันนี้ จะเก็บเงินเพื่อซื้อเสมอ ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงเลยค่ะ

  • เริ่มออมช่วงมัธยม

ควรฝึกให้ชินกับการนำเงินฝากธนาคาร โดยอาจจะซื้อสลากออมสิน หรือซื้อหุ้นสหกรณ์ในโรงเรียนเขาจะชอบมาก ยิ่งปิดเทอม อดไม่ได้ที่จะหางาน Part Time ทำอะไรให้ได้เงิน สำหรับใครที่กำลังมองหาธุรกิจท่องเที่ยวอยู่ เรามีมาแนะนำกับ อยากทำธุรกิจท่องเที่ยว เริ่มอย่างไรดี

ใครที่รักสัตว์เชิญทางนี้ เรามีเรื่องน้องแมวสุดน่ารักมาแนะนำกับ 5 เรื่องต้องรู้ ก่อนรับน้องแมวมาเลี้ยง บอกเลยว่ามีประโยชน์กับคนรักแมวสุด ๆ

แนะนำ 5 ทองคำที่ได้รับความนิยมในตลาด

ทองคำถือเป็นหนึ่งในสิ่งมีค่า ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก โดยทองคำนั้นจะมีมูลค่าซื้อขายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ และทองในลักษณะหุ้น ซึ่งเราเชื่อว่าทุกท่านทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าทองคำที่เราใช้ซื้อขายกันในปัจจุบัน จะอยู่ที่ค่าความบริสุทธิ์ 96.5% ในขณะที่ค่าบริสุทธิ์ 99.99% คือค่ามาตรฐานที่ยอมรับโดยทั่วกันในระดับสากล แต่นอกจากทองคำ 2 รูปแบบนี้ มันยังมีอีก 3 ชนิดที่ได้รับความนิยมในตลาด วันนี้เราจึงมา แนะนำ 5 ทองคำที่ได้รับความนิยมในตลาด พร้อมแล้วไปรู้จักกันเลย

ทองคำ 5 ชนิด ที่พบบ่อยในตลาด

1. ทองคำ

ทองชนิดแรกเป็นทองที่เราเรียกกันอย่างติดปากว่าทองคำ โดยทองชนิดนี้จะมารูปแบบของทองคำ 99.99% หรือ ทอง 24k ถือเป็นทองบริสุทธิ์ที่สุด มักนำมาทำเป็นสร้อยคอ ที่เราเห็นตามห้างทองแห่งต่าง ๆ โดยคุณสมบัติของทอง 24k จะมีความนิ่ม และ เหนียว เพราะฉะนั้น เมื่อนำมาทำเป็นสร้อยคอแล้ว อาจจะมีการยืดได้ แต่จะไม่ขาดแน่นอน โดยวิธีสังเกต    ง่าย ๆ คือ ถ้าเป็นสร้อยคอ หรือ แหวน จะมีปั๊มว่า 99.99 ตามปลายสร้อยที่เราซื้อนั่นเองค่ะ

2. ทอง 96.5%

ต่อมาเป็นทอง 96.5% หรือที่หลายคนได้ยินติดปากกันในเมืองไทยว่า ทอง 100% ไทยนั่นเองค่ะ ความจริงแล้วเรื่องนี้ คุณเติ้ง ผู้เชี่ยวชาญด้านทองคำ กล่าวเอาไว้ว่า ส่วนผสมนั้นไม่ใช่ทอง 100% แต่เป็นทอง 96.5% ซึ่งมีความบริสุทธิ์น้อยกว่าทอง 99.99 เล็กน้อย โดยสีของทอง 96.5% จะเป็นสีทอง ที่มีความเหลืองกว่าสีของทอง 99.99 ซึ่งจะมีลักษณะเหลืองด้าน ๆ วิธีการสังเกตจะสามารถดูได้ง่าย ๆ เหมือนกันค่ะ คือ จะต้องดูตามปลายสร้อยคอ หรือ แหวน จะมีการปั๊มว่า 96.5 เอาไว้นั่นเอง ซึ่งค่าทอง 96.5% ถือเป็นค่าทองมาตรฐานขจองไทยเราเลยนะคะ

1-เนื้อหา

3. ทอง 90%

ทองรูปแบบต่อมาคือทอง 90% ทองชนิดนี้เป็นทองที่มักนำมาใช้ทำเป็นจิวเวลรี่ อย่างเช่น เข็มกลัด  หรือแหวนแต่งงานที่เราพบเห็นทั่ว ๆ ไป เพราะด้วยความที่มีทองผสมถึง 90% หรือราว 20k จึงทำให้เนื้อทองมีความแข็งแรง สามารถตะไบ หรือ ฉลุ ให้มีความเหลี่ยมได้ แถมยังคมสวยกว่าทองที่มีความนิ่ม เพราะไม่ค่อยเกิดการบิดเบี้ยว และสีของทอง 90% จะมีความคล้ายคลึงกับทอง 96.5% อยู่มาก ๆ จนบางครั้งแทบแยกไม่ออกกันเลยทีเดียว ส่วนมูลค่าการซื้อขายหากมันรวมอยู่กับเพชรหรือพลอย ก็จะเพิ่มมูลค่าให้กับมองรูปแบบนี้มากขึ้นกว่าปกติ

4. White Gold (ไวท์ โกลด์)

สำหรับทอง White Gold หรือไวท์ โกลด์ มีชื่อเรียกอีกอย่างที่ติดปากคนไทยว่าทองขาว ส่วนใหญ่แล้วคนมักจะสับสนกันระหว่าง ทองขาว กับ ทองคำขาว  ซึ่งความจริง ทองขาว คือ White Gold มีส่วนผสมของทองอยู่ถึง 75% ผสมกับแพลทินัม แล้วแต่สัดส่วนของสูตรนั้น ๆ เพื่อให้ออกมาเป็นทองขาว 18k  ซึ่งจัดเป็นทองที่ทำให้เกิดลวดลายหรือทรงได้ง่ายมาก ๆ เพราะเหตุนี้จึงทำได้หลากหลาย และค่อนข้างเป็นที่นิยมในตลาดนั่นเอง ส่วนมูลค่าของทองรูปแบบนี้ อาจจะไม่ได้สูงเท่าทอง 2 รูปแบบแรก เพราะการขายคืนจะต้องมีการคิดค่าลวดลาย หรือที่เรียกว่าค่ากำเหน็จ ในการไปปรับปรุงรูปร่าง ให้กลับมาสวยพร้อมขายได้อีกครั้ง

2-เนื้อหา

ทองคำขาว

ต่อมาคือทองคำขาว ชื่อที่คนไทยคุ้นเหลือเกิน แล้วชอบจำสับสนกับทองขาวในข้อที่ผ่านมา ซึ่งความจริงแล้วทองคำขาวนั้น คือ แพลทินัม 100% โดยข้อดีของแพลทินัม คือ มีความแข็งมาก ๆ ผู้คนจึงนิยมนำแพลทินัมไปทำแหวนเพชร เพราะตัวหนามเตยที่ใช้เกาะเพชร มีโอกาสหลุดน้อยกว่าวัสดุอื่น ๆ แต่นั่นก็ทำให้ราคาของแพลทินัมสูงมากเช่นกันค่ะ ส่วนเรื่องลวดลายในการใช้แพลทินัมทำแหวนค่อนข้างจะจำกัด เพราะด้วยความแข็ง จึงทำให้ช่างทำงานลำบาก และนี่ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ราคาของทองคำขาวที่มีการซื้อขายในตลาดนั้นสูงกว่าปกตินั่นเอง

5. Pink Gold (พิ้งก์โกลด์ ) หรือ Rose Gold (โรสโกลด์)

หลายคนอาจจะคิดว่าทอง 2 รูปแบบนี้ต่างกัน แต่ความจริงแล้วมันคือทองรูปแบบเดียวกันค่ะ โดยลักษณะจะเหมือนทองขาว คือเป็นทอง 18k  นั่นเอง ซึ่งพิ้งก์ โกลด์ จะมีทองผสมอยู่ 75% บวกกับอัลลอย พิ้งก์ จากอิตาลี ที่นำมาผสมอัลลอยในสัดส่วนที่จะใช้กับทอง แล้วแต่สูตรเพราะค่าจะมาจากสูตรใครสูตรมัน นั่นจึงทำให้ราคาที่ซื้อขายในตลาดต่างกันนั่นเอง ส่วนเรื่องคุณสมบัติจะเหมือนกับทองขาวทุกประการ คือ แข็ง ทำจิวเวลรี่ได้สวย  เนียน แต่ไม่ได้แข็งมากถึงขนาดดัดทรงหรือทำให้เป็นทรงสวยงาม ซึ่งตัวอัลลอยที่นำมาผสม เป็นอัลลอยที่ทางอิตาลีได้จดลิขสิทธิ์ไว้ จึงไม่เปลี่ยนสีที่ใช้ทำจิวเวลรี่ต่าง ๆ ได้นั่นเองค่ะ

และทั้งหมดนี้คือ แนะนำ 5 ทองคำที่ได้รับความนิยมในตลาด นอกจากจะรู้เรื่องของราคาทองคำ ที่กำลังเป็นกระแสมาก ๆ ในปัจจุบันแล้ว ผู้ที่สนใจทองคำหรือต้องการเข้าวงการทองคำ ต้องทำการเรียนรู้เรื่องชนิดของทองคำควบคู่ไปด้วย เพราะหากท่านต้องการจะใช้เงินลงทุนทำเงินจากการเล่นทองคำ ท่านต้องรู้จักประเภทของทองคำทั้งหมด และหมั่นตรวจเช็กเสมอ ว่าทองรูปแบบไหนกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดในช่วงนั้น ๆ หากท่านทราบตรงจุดนี้เป็นอย่างดี เราเชื่อว่ามันจะเพิ่มเม็ดเงินจากการลงทุน และเพิ่มความสำเร็จในการลงทุนได้เป็นอย่างดีแน่นอน

สำหรับใครที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องไอที หรืออุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อเสริมความไฮเทคในตัวคุณ สามารถเข้าไปหาความรู้ได้ที่เว็บไซต์ carpe91 นี้ได้เลย เว็บที่รวมเรื่องราวเกี่ยวกับไอทีไว้เพื่อคุณ!

บทความเกี่ยวกับการลงทุนที่คุณอาจสนใจ 6 แนวทางการลงทุนหุ้น ให้พอร์ตโต

6 แนวทางการลงทุนหุ้น ให้พอร์ตโต

6 แนวทางการลงทุนหุ้น ให้พอร์ตโต บทความเกี่ยวกับธุรกิจและการลงทุนของ gatopaints ในวันนี้ จะขอนำเสนอแนวทางการลงทุนหุ้น ให้พอร์ตเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างที่นักธุรกิจหลาย ๆ ท่านทราบ ว่าเดี๋ยวนี้โลกของเรามันก้าวเข้าสู่โลกยุคดิจิตอล ธุรกิจบางอย่างเราไม่จำเป็นต้องใช้แรงในการทำงาน แต่ใช้ให้เงินทำงานเองแบบทบตัว และการลงทุนซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไร ก็เป็นแนวทางธุรกิจหนึ่งรูปแบบ ที่สามารถสร้างกำไรให้กับนักลงทุนเป็นอย่างดี ซึ่งการลงทุนหุ้นของท่านมันจะดียิ่งขึ้น หากท่านทำตามแนวทางการลงทุนทั้ง 6 แบบ ที่จะนำเสนอต่อไปนี้

6 การลงทุนในพอร์ตหุ้น ให้เงินเพิ่มพูน

1. วางแผนแบบรอบคอบ

อย่างที่แจ้งไปตอนแรก ว่าการลงทุนทำธุรกิจในรูปแบบหุ้น ก็ไม่ต่างจากการลงทุนทำธุรกิจรูปแบบอื่น ๆ แต่การลงทุนลักษณะนี้ อาจจะเหนื่อยน้อยกว่าแบบอื่น ๆ ตรงที่ไม่ต้องใช้แรงในการลงทุน แต่ต้องใช้สมองในการคิดวิเคราะห์ และเก็งกำไรแทน หากท่านวางแผนในด้านการลงทุนได้ดี การเล่นหุ้นก็จะไม่สร้างปัญหาให้ท่านในอนาคต แต่หากท่านไม่รู้จักวางแผน ไม่ชั่งใจว่าอะไรดีอะไรไม่ดี และลงทุนแบบตามความชอบ หรือแบบที่คิดว่าอยากลง แบบนั้นไม่มีทางที่พอร์ตของท่านจะเติบโตขึ้นแน่นอน

2. แนวทางการเปิดพอร์ตหุ้น

รู้หรือไม่ว่าการจะเปิดพอร์ตหุ้นให้โตเร็ว และประสบความสำเร็จ ผู้ลงทุนจะต้องเริ่มเปิดที่ 2 พอร์ตเป็นอย่างต่ำ โดยซื้อพอร์ตหนึ่งเอาไว้เล่นทำกำไรแบบระยะสั้นเท่านั้น ส่วนอีกพอร์ตต้องเว็บไว้เป็นหุ่นระยะยาง ที่สามารถทำกำไรให้ท่านได้เรื่อย ๆ แต่ข้อสำคัญคือพอร์ต 2 พอร์ตนี้ ต้องเป็นพอร์ตที่ซื้อเก็บไว้เรื่อย ๆ อย่าขายออก การซื้อหุ้นลักษณะนี้จะคล้าย ๆ กับการออมเงิน แต่เป็นการออมที่มีดอกเบี้ยมากกว่าการออมทั่วไป นั่นเองค่ะ

เนื้อหา-1-1

3. แนวทางการดูกำไรของพอร์ตลงทุน

สิ่งนี้จะต่อเนื่องจากการลงทุนในข้อที่แล้ว แต่จะชี้ไปที่ละพอร์ต ว่าการลงทุนแบบระยะสั้น และระยะยาวมันต่างกันอย่างไร โดยพอร์ตแรกที่เราเลือกลงทุนแบบระยะสั้น จะทำกำไรจากการซื้อให้เราเรื่อย ๆ แต่พอร์ตสองจะเริ่มทำเงินให้เราจริงจัง หลังจาก 10 ปีผ่านไป ซึ่งหากจะเปรียบเทียบแบบชัด ๆ พอร์ตส่วนแรกที่เป็นพอร์ตระยะสั้น จะเป็นการลงทุนที่เหมือนทำงานเพื่อเงิน แต่พอร์ตที่สองจะเป็นการให้เงินทำงานนั่นเองค่ะ

4. แนะนำพอร์ตที่ควรเล่นในแต่ละส่วน

อย่างที่แจ้งไปแล้ว ว่าการซื้อพอร์ตหุ้นให้ประสบผลสำเร็จ ผู้ซื้อจะต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน นั่นคือส่วนที่ให้ผลระยะสั้น และผลระยะยาว ซึ่งพอร์ตที่ควรเล่นทั้ง 2 รูปแบบจะไม่เหมือนกัน โดยเราแนะนำว่าพอร์ตส่วนแรกที่เป็นพอร์ตระยะสั้น ให้เลือกเล่นแบบตลาดหุ้น โดยการเลือกหุ้นที่กำลังเป็นที่นิยมในช่วงนั้น ๆ หรือมีแนวโน้มว่าจะนิยมแบบต่อเนื่องในอนาคตด้วยก็ได้ ต่อมาเป็นพอร์ตแบบที่สอง ให้เลือกเล่นแบบหุ้นอินดี้ ให้เน้นเก็บหุ้นที่คนไม่ค่อยสนใจ ไม่ค่อยมีใครเชียร์ อาจจะหุ้นขนาดเล็กหน่อย ที่ไม่มีบทวิเคราะห์ เราต้องวิเคราะห์เองเป็นหลักค่ะ

เนื้อหา-1-2

5. จำนวนเงินที่ใช้ลงทุนในแต่ละพอร์ต

ส่วนใหญ่แล้วนัลงทุนทั้งหลาย มักจะลงทุนแบบให้ได้กำไรเร็ว ฉะนั้น ช่วงแรกหากอยากได้เงินเร็วๆ ก็ให้เล่นพอร์ตแรกให้เยอะหน่อย ฝึกฝนการเข้าออก ซึ่งพอร์ตแรกนี้ ควรเล่นด้วยเทคนิค แล้วเข้าออกวาง Stop Loss ถ้ามีเครื่องมือ Stop Loss อัตโนมัติแบบ TradeMaster ของบัวหลวง ช่วยนี่ ยังไงก็ไม่ติดหุ้น เพราะ เรากำหนดจุด Stop Loss เช่น 10% ได้ตั้งแต่ซื้อหุ้นเลย แปลว่า เลวร้ายสุด เราก็เสียแค่ 10% ไม่ติดหุ้น ส่วนพอร์ตที่สอง คือ เริ่มจากเงินน้อย ทยอยซื้อหุ้นถูก หุ้นต้นรอบ ซึ่งจริง ๆ พอร์ตสองนี่ ไม่ต้องตั้ง Stop Loss เลยก็ได้ค่ะ

6. ระยะของผลสำเสร็จในการซื้อ 2 พอร์ต

แน่นอนว่าการซื้อหุ้นทั้ง 2 พอร์ตจะให้ผลตอบแทนที่ไม่เท่ากัน อย่างในช่วงแรกพอร์ตแรกซึ่งลงทุนในระยะสั้น ก็อาจจะให้กำไรถี่กว่าและบ่อยกว่า แต่หากช่วงเวลาผ่านไปสักระยะ โดยอาจจะใช้เวลา 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือมากกว่านั้น พอร์ตที่สองซึ่งเป็นพอร์ตของการลงทุนระยะยาว จะให้กำไรจากการประกอบการที่ดีกว่าพอร์ตแรกแน่นอน ท่านอาจจะเริ่มเทรดแบบน้อยลง แล้วรอรับส่วนแบ่งไปยาว ๆ หรือไม่ก็ลองมองหาหุ้นพอร์ตใหม่ที่น่าลงทุน เน้นศึกษาให้เยอะ ๆ จากนั้นก็ใช้กำไรไปต่อยอดเรื่อย ๆ เท่านี้การลงทุนในพอร์ตของท่าน ก็จะประสบความสำเร็จแล้วค่ะ

แน่นอนว่าการจะลงทุนซื้อหุ้น หรือเทรดหุ้นพอร์ตต่าง ๆ ให้ประสบความสำเร็จ มันไม่ได้เห็นผลในระยะเวลาแค่ 1-2 ปี นักเทรดหุ้นที่เก่งระดับอาจารย์แต่ละท่าน ก็ล้วนใช้เวลาศึกษามาอย่างยาวนานทั้งนั้น กว่าจะประสบความสำเร็จ มาอยู่ในจุดที่สามารถออกมาเขียนชี้แจ้ง หรือเสนอแนะแนวทางการซื้อหุ้นให้ประสบความสำเร็จได้ อย่างคุณ พอล ภัทรพล อดีตนักแสดงชื่อดังของวงการบันเทิงไทย ที่หันมาเอาจริงเอาจังเรื่องการเล่นหุ้นจนประสบความสำเร็จ ก็เปิดเผยว่ากว่าที่เขาจะมาถึงจุดนี้ เขาเจ็บมาเยอะไม่น้อยเหมือนกัน 

ฉะนั้น หากการลงทุนของท่านยังไม่เห็นผลในช่วงแรก ๆ ก็ไม่ต้องวิตกกังวล หรือกลัวไปนะคะ ลองใช้เวลาอยู่กับมัน และศึกษาเยอะ ๆ เราเชื่อว่าสักวันท่านจะสามารถไปอยู่ในจุด ที่คนรวยเพราะหุ้นทั้งหลายเขาอยู่กันได้แน่นอน

อยากทำธุรกิจท่องเที่ยว เริ่มอย่างไรดี

อยากทำธุรกิจท่องเที่ยว เริ่มอย่างไรดี สำหรับนักลงทุนท่านไหน ที่กำลังหาข้อมูลสำหรับทำธุรกิจท่องเที่ยว บทความที่ gatopaints จะนำเสนอในวันนี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับท่านไม่น้อย เพราะเราจะนำเสนอมุมมองต่าง ๆ ในการเตรียมตัว ก่อนจะตัดสินใจลงทุนทำธุรกิจท่องเที่ยว โดยจะแยกเป็นหัวข้อต่าง ๆ ให้เห็นแบบชัดเจน ทั้งเรื่องการจดทะเบียน การหาลูกค้า ตลอดจนเรื่องของงบประมาณเงินทุน ว่าต้องมีเท่าไหร่จึงจะสามารถลงทุนทำธุรกิจรูปแบบนี้ได้ พร้อมแล้วไปศึกษาเทคนิคต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลงทุนไปพร้อมกันเลยค่ะ

เริ่มต้นธุรกิจท่องเที่ยว  ต้องรู้อะไรบ้าง?

สิ่งที่นักลงทุนทั้งหลายต้องรู้ก่อนตัดสินใจทำธุรกิจท่องเที่ยว หลัก ๆ จะมีด้วยกัน 4 เรื่อง ดังรายละเอียดที่ปรากฎต่อไปนี้

1. ธุรกิจการนำเที่ยว หรือ Tour operator หมายถึง ธุรกิจที่ทำหน้าที่จัดการนำเที่ยวแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่การออกแบบโปรแกรมท่องเที่ยว จัดหาไกด์นำเที่ยว จัดหาที่พัก จัดการเดินทางไปยังสถานที่เป้ากมาย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถไฟ เรือ หรือเครื่องบิน

2. ธุรกิจตัวแทนท่องเที่ยว หรือ Travel Agency หมายถึง ธุรกิจที่มีหน้าที่จัดจำหน่าย หรือเป็นตัวแทนจำหน่ายบริการด้านการท่องเที่ยว แต่ธุรกิจนี้ไม่จำเป็นต้องงเป็นผู้จัดการการท่องเที่ยวเอง ทั้งนี้ ธุรกิจจัดการการนำเที่ยวส่วนใหญ่ จะอยู่ในสถานะเป็นธุรกิจตัวแทนท่องเที่ยว หรือ Travel Agency ด้วย

3. ธุรกิจขายส่งบริการท่องเที่ยว หรือ Travel wholeseller หมายถึง ธุรกิจที่เป็นผู้รวบรวมเอาสินค้าและบริการการท่องเที่ยวจากหลาย ๆ ผู้ประกอบการ โดยลูกค้าส่วนใหญ่ของ Travel Wholeseller จะเป็น Travel Agency มากกว่านักท่องเที่ยวโดยตรง

4. ธุรกิจบริหารจัดการจุดหมายปลายทาง หรือ Destination management services : (DMC) หมายถึงธุรกิจท่องเที่ยวที่มีบริการหลากหลายในจุดหมายปลายทางหนึ่ง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมทัวร์ ที่พัก สปา การเดินทาง ร้านอาหาร โดยมีลูกค้าเป็นธุรกิจนำเที่ยวเป็นตัวกำหนดสิ่งที่ต้องการ ในแพลนเที่ยวแต่ละประเทศ

เนื้อหา-1

เริ่มต้นทำธุรกิจท่องเที่ยว ต้องจดทะเบียนอะไรบ้าง?

หลักแล้วการจดทะเบียนเพื่อทำธุรกิจท่องเที่ยว จะมีทั้งหมด 3 รูปแบบ คือ จดทะเบียนบริษัท การจดทะเบียนธุรกิจท่องเที่ยว และจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรายละเอียดการจดทะเบียนรูปแบบต่าง ๆ มีดังนี้

1. การจดทะเบียนบริษัท

แน่นอนว่าก่อนจะเริ่มทำธุรกิจบางอย่าง นีกลงทุนจะต้องทำการจดทะเบียนบริษัทชัดเจนก่อน หากต้องการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด ก็สามารถเข้าไปจดทะเบียนได้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตามจังหวัดที่ท่านตั้งบริษัท หรือจะเลือกจดผ่านระบบออนไลน์ที่ E-registration ก็ได้เช่นกัน สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว สิ่งที่ต้องไม่ลืมเมื่อจดทะเบียนธุรกิจท่องเที่ยวคือ การระบุวัตถุประสงค์ของบริษัทใน “แบบ ว.” ว่าบริษัทมีวัตถุประสงค์ในการให้บริการการนำเที่ยว และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ไม่เช่นนั้น จะไม่สามารถนำธุรกิจไปจดทะเบียนธุรกิจท่องเที่ยวได้ค่ะ นอกจากนี้ ตามกฎหมายบอกว่า หากธุรกิจที่มีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่การดำเนินธุรกิจท่องเที่ยว หลายครั้งจำเป็นต้องมีการทำธุรกรรมกับบริษัทท่องเที่ยวอื่น ๆ ดังนั้น การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ก็อาจมีความจำเป็นในหลาย ๆ กรณี ซึ่งกรมสรรพากรก็อนุญาตให้ธุรกิจ สามารถจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ทางออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร หรือจะไปจดที่สำนักงานโดยตรงก็ได้เช่นกัน

เนื้อหา-2

2. การจดทะเบียนธุรกิจท่องเที่ยว

เมื่อมีที่ตั้งบริษัท และมีการจดทะเบียนแบบชัดเจน ตามรายละเอียดในข้อ 1 แล้ว นักลงทุนจะต้องทำการจดทะเบียนธุรกิจท่องเที่ยวเพิ่มเติม โดยใบอนุญาตท่องเที่ยว มี 4 ประเภท พร้อมทั้งต้องวางเงินหลักประกันที่จะได้คืนเมื่อเลิกกิจการ ดังนี้

  • ประเภททั่วไป สามารถจัดการท่องเที่ยวได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต้องวางเงินหลักประกัน 200,000 บาท
  • ประเภทนำนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ สามารถจัดการท่องเที่ยวแบบ Inbound และ Domestic ได้เท่านั้น ต้องวางเงินหลักประกัน 100,000 บาท
  • ประเภทในประเทศ สามารถจัดการท่องเที่ยวแบบ Domestic ได้เท่านั้น ต้องวางเงินหลักประกัน 50,000 บาท
  • ประเภทเฉพาะพื้นที่ สามารถจัดการท่องเที่ยวได้เฉพาะเขตพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต ต้องวางเงินหลักประกัน 10,000 บาท

โดยสามารถเข้าไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนนี้ ได้จากกรมการท่องเที่ยว ซึ่งสามารถสอบถามผ่านช่องทางเว็บไซต์ และสำนักงานได้โดยตรง

เนื้อหา-3

3. การจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

หากผู้นักลงทุนการท่องเที่ยวทั้งหลาย มีการเปิด website เพื่อจำหน่ายโปรแกรมการท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์ ตามหลักแล้วจะต้องมีการขึ้นทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย ซึ่งสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.trustmarkthai.com ตลอด 24 ชั่วโมง

ทำธุรกิจท่องเที่ยว ต้องลงทุนเท่าไหร่?

ต้นทุนที่จำเป็นมาก ๆ ในธุรกิจทุกรูปแบบ ซึ่งแน่นอนว่ามันรวมธุรกิจท่องเที่ยวเข้าไปด้วย การจะทำธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ลงทุนจะต้องมีการวางเงินหลักประกันตามประเภทของการจดทะเบียนธุรกิจ หากต้องการจัดตั้งธุรกิจในรูปแบบบริษัทจำกัด ก็จำเป็นต้องมีทุนจดทะเบียน ซึ่งทุนจดทะเบียนยิ่งมาก ก็จะยิ่งทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวมีความน่าเชื่อถือ ธุรกิจท่องเที่ยวที่เป็น SMEs ส่วนใหญ่ มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ไม่กี่แสนบาท จนถึงประมาณ 4 ล้านบาท ส่วนจำนวนเงินทุนที่จำเป็น มันขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจที่ท่านทำ ไม่สามารถกำหนดแบบตายตัวได้ ว่าต้องใช้มากหรือน้อยเพียงใด หากท่านใช้หน้าร้านออนไลน์เป็นหลัก เงินลงทุนก็ไม่จำเป็นต้องมากนัก อาจอยู่ในแค่หลักหมื่นด้วยซ้ำ ขณะที่หากต้องการมีหน้าร้าน ก็ขึ้นอยู่กับทำเลที่จะตั้งอยู่ หากอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวดัง ๆ ก็มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง อีกหนึ่งต้นทุนที่ธุรกิจท่องเที่ยว ไม่อาจเลี่ยงได้คือ การลงทุนซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น คอมพิวเตอร์ และปริ้นเตอร์ เนื่องจากการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในปัจจุบัน ไม่สามารถหลีกหนีจากช่องทางออนไลน์ได้

และทั้งหมดนี้คือเรื่องน่ารู้ขั้นต้น ของการลงทุนทำธุรกิจท่องเที่ยว ความจริงแล้วยังมีรายละเอียดในส่วนอื่น ๆ ให้ท่านศึกษาอีกมากมาย ทั้งในเรื่องการวางแผนดีลโรงแรม ร้านอาหาร เครื่องบิน และการขนส่งรูปแบบอื่น ๆ แต่เอาไว้มาติดตามกันในบทความต่อไปนะคะ