แนะนำ 5 ทองคำที่ได้รับความนิยมในตลาด

ทองคำถือเป็นหนึ่งในสิ่งมีค่า ที่ได้รับการยอมรับไปทั่วโลก โดยทองคำนั้นจะมีมูลค่าซื้อขายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นทองคำแท่ง ทองรูปพรรณ และทองในลักษณะหุ้น ซึ่งเราเชื่อว่าทุกท่านทราบกันดีอยู่แล้ว ว่าทองคำที่เราใช้ซื้อขายกันในปัจจุบัน จะอยู่ที่ค่าความบริสุทธิ์ 96.5% ในขณะที่ค่าบริสุทธิ์ 99.99% คือค่ามาตรฐานที่ยอมรับโดยทั่วกันในระดับสากล แต่นอกจากทองคำ 2 รูปแบบนี้ มันยังมีอีก 3 ชนิดที่ได้รับความนิยมในตลาด วันนี้เราจึงมา แนะนำ 5 ทองคำที่ได้รับความนิยมในตลาด พร้อมแล้วไปรู้จักกันเลย

ทองคำ 5 ชนิด ที่พบบ่อยในตลาด

1. ทองคำ

ทองชนิดแรกเป็นทองที่เราเรียกกันอย่างติดปากว่าทองคำ โดยทองชนิดนี้จะมารูปแบบของทองคำ 99.99% หรือ ทอง 24k ถือเป็นทองบริสุทธิ์ที่สุด มักนำมาทำเป็นสร้อยคอ ที่เราเห็นตามห้างทองแห่งต่าง ๆ โดยคุณสมบัติของทอง 24k จะมีความนิ่ม และ เหนียว เพราะฉะนั้น เมื่อนำมาทำเป็นสร้อยคอแล้ว อาจจะมีการยืดได้ แต่จะไม่ขาดแน่นอน โดยวิธีสังเกต    ง่าย ๆ คือ ถ้าเป็นสร้อยคอ หรือ แหวน จะมีปั๊มว่า 99.99 ตามปลายสร้อยที่เราซื้อนั่นเองค่ะ

2. ทอง 96.5%

ต่อมาเป็นทอง 96.5% หรือที่หลายคนได้ยินติดปากกันในเมืองไทยว่า ทอง 100% ไทยนั่นเองค่ะ ความจริงแล้วเรื่องนี้ คุณเติ้ง ผู้เชี่ยวชาญด้านทองคำ กล่าวเอาไว้ว่า ส่วนผสมนั้นไม่ใช่ทอง 100% แต่เป็นทอง 96.5% ซึ่งมีความบริสุทธิ์น้อยกว่าทอง 99.99 เล็กน้อย โดยสีของทอง 96.5% จะเป็นสีทอง ที่มีความเหลืองกว่าสีของทอง 99.99 ซึ่งจะมีลักษณะเหลืองด้าน ๆ วิธีการสังเกตจะสามารถดูได้ง่าย ๆ เหมือนกันค่ะ คือ จะต้องดูตามปลายสร้อยคอ หรือ แหวน จะมีการปั๊มว่า 96.5 เอาไว้นั่นเอง ซึ่งค่าทอง 96.5% ถือเป็นค่าทองมาตรฐานขจองไทยเราเลยนะคะ

1-เนื้อหา

3. ทอง 90%

ทองรูปแบบต่อมาคือทอง 90% ทองชนิดนี้เป็นทองที่มักนำมาใช้ทำเป็นจิวเวลรี่ อย่างเช่น เข็มกลัด  หรือแหวนแต่งงานที่เราพบเห็นทั่ว ๆ ไป เพราะด้วยความที่มีทองผสมถึง 90% หรือราว 20k จึงทำให้เนื้อทองมีความแข็งแรง สามารถตะไบ หรือ ฉลุ ให้มีความเหลี่ยมได้ แถมยังคมสวยกว่าทองที่มีความนิ่ม เพราะไม่ค่อยเกิดการบิดเบี้ยว และสีของทอง 90% จะมีความคล้ายคลึงกับทอง 96.5% อยู่มาก ๆ จนบางครั้งแทบแยกไม่ออกกันเลยทีเดียว ส่วนมูลค่าการซื้อขายหากมันรวมอยู่กับเพชรหรือพลอย ก็จะเพิ่มมูลค่าให้กับมองรูปแบบนี้มากขึ้นกว่าปกติ

4. White Gold (ไวท์ โกลด์)

สำหรับทอง White Gold หรือไวท์ โกลด์ มีชื่อเรียกอีกอย่างที่ติดปากคนไทยว่าทองขาว ส่วนใหญ่แล้วคนมักจะสับสนกันระหว่าง ทองขาว กับ ทองคำขาว  ซึ่งความจริง ทองขาว คือ White Gold มีส่วนผสมของทองอยู่ถึง 75% ผสมกับแพลทินัม แล้วแต่สัดส่วนของสูตรนั้น ๆ เพื่อให้ออกมาเป็นทองขาว 18k  ซึ่งจัดเป็นทองที่ทำให้เกิดลวดลายหรือทรงได้ง่ายมาก ๆ เพราะเหตุนี้จึงทำได้หลากหลาย และค่อนข้างเป็นที่นิยมในตลาดนั่นเอง ส่วนมูลค่าของทองรูปแบบนี้ อาจจะไม่ได้สูงเท่าทอง 2 รูปแบบแรก เพราะการขายคืนจะต้องมีการคิดค่าลวดลาย หรือที่เรียกว่าค่ากำเหน็จ ในการไปปรับปรุงรูปร่าง ให้กลับมาสวยพร้อมขายได้อีกครั้ง

2-เนื้อหา

ทองคำขาว

ต่อมาคือทองคำขาว ชื่อที่คนไทยคุ้นเหลือเกิน แล้วชอบจำสับสนกับทองขาวในข้อที่ผ่านมา ซึ่งความจริงแล้วทองคำขาวนั้น คือ แพลทินัม 100% โดยข้อดีของแพลทินัม คือ มีความแข็งมาก ๆ ผู้คนจึงนิยมนำแพลทินัมไปทำแหวนเพชร เพราะตัวหนามเตยที่ใช้เกาะเพชร มีโอกาสหลุดน้อยกว่าวัสดุอื่น ๆ แต่นั่นก็ทำให้ราคาของแพลทินัมสูงมากเช่นกันค่ะ ส่วนเรื่องลวดลายในการใช้แพลทินัมทำแหวนค่อนข้างจะจำกัด เพราะด้วยความแข็ง จึงทำให้ช่างทำงานลำบาก และนี่ก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้ราคาของทองคำขาวที่มีการซื้อขายในตลาดนั้นสูงกว่าปกตินั่นเอง

5. Pink Gold (พิ้งก์โกลด์ ) หรือ Rose Gold (โรสโกลด์)

หลายคนอาจจะคิดว่าทอง 2 รูปแบบนี้ต่างกัน แต่ความจริงแล้วมันคือทองรูปแบบเดียวกันค่ะ โดยลักษณะจะเหมือนทองขาว คือเป็นทอง 18k  นั่นเอง ซึ่งพิ้งก์ โกลด์ จะมีทองผสมอยู่ 75% บวกกับอัลลอย พิ้งก์ จากอิตาลี ที่นำมาผสมอัลลอยในสัดส่วนที่จะใช้กับทอง แล้วแต่สูตรเพราะค่าจะมาจากสูตรใครสูตรมัน นั่นจึงทำให้ราคาที่ซื้อขายในตลาดต่างกันนั่นเอง ส่วนเรื่องคุณสมบัติจะเหมือนกับทองขาวทุกประการ คือ แข็ง ทำจิวเวลรี่ได้สวย  เนียน แต่ไม่ได้แข็งมากถึงขนาดดัดทรงหรือทำให้เป็นทรงสวยงาม ซึ่งตัวอัลลอยที่นำมาผสม เป็นอัลลอยที่ทางอิตาลีได้จดลิขสิทธิ์ไว้ จึงไม่เปลี่ยนสีที่ใช้ทำจิวเวลรี่ต่าง ๆ ได้นั่นเองค่ะ

และทั้งหมดนี้คือ แนะนำ 5 ทองคำที่ได้รับความนิยมในตลาด นอกจากจะรู้เรื่องของราคาทองคำ ที่กำลังเป็นกระแสมาก ๆ ในปัจจุบันแล้ว ผู้ที่สนใจทองคำหรือต้องการเข้าวงการทองคำ ต้องทำการเรียนรู้เรื่องชนิดของทองคำควบคู่ไปด้วย เพราะหากท่านต้องการจะใช้เงินลงทุนทำเงินจากการเล่นทองคำ ท่านต้องรู้จักประเภทของทองคำทั้งหมด และหมั่นตรวจเช็กเสมอ ว่าทองรูปแบบไหนกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดในช่วงนั้น ๆ หากท่านทราบตรงจุดนี้เป็นอย่างดี เราเชื่อว่ามันจะเพิ่มเม็ดเงินจากการลงทุน และเพิ่มความสำเร็จในการลงทุนได้เป็นอย่างดีแน่นอน

สำหรับใครที่สนใจเกี่ยวกับเรื่องไอที หรืออุปกรณ์เทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อเสริมความไฮเทคในตัวคุณ สามารถเข้าไปหาความรู้ได้ที่เว็บไซต์ carpe91 นี้ได้เลย เว็บที่รวมเรื่องราวเกี่ยวกับไอทีไว้เพื่อคุณ!

บทความเกี่ยวกับการลงทุนที่คุณอาจสนใจ 6 แนวทางการลงทุนหุ้น ให้พอร์ตโต

6 แนวทางการลงทุนหุ้น ให้พอร์ตโต

6 แนวทางการลงทุนหุ้น ให้พอร์ตโต บทความเกี่ยวกับธุรกิจและการลงทุนของ gatopaints ในวันนี้ จะขอนำเสนอแนวทางการลงทุนหุ้น ให้พอร์ตเติบโตอย่างรวดเร็ว อย่างที่นักธุรกิจหลาย ๆ ท่านทราบ ว่าเดี๋ยวนี้โลกของเรามันก้าวเข้าสู่โลกยุคดิจิตอล ธุรกิจบางอย่างเราไม่จำเป็นต้องใช้แรงในการทำงาน แต่ใช้ให้เงินทำงานเองแบบทบตัว และการลงทุนซื้อหุ้นเพื่อเก็งกำไร ก็เป็นแนวทางธุรกิจหนึ่งรูปแบบ ที่สามารถสร้างกำไรให้กับนักลงทุนเป็นอย่างดี ซึ่งการลงทุนหุ้นของท่านมันจะดียิ่งขึ้น หากท่านทำตามแนวทางการลงทุนทั้ง 6 แบบ ที่จะนำเสนอต่อไปนี้

6 การลงทุนในพอร์ตหุ้น ให้เงินเพิ่มพูน

1. วางแผนแบบรอบคอบ

อย่างที่แจ้งไปตอนแรก ว่าการลงทุนทำธุรกิจในรูปแบบหุ้น ก็ไม่ต่างจากการลงทุนทำธุรกิจรูปแบบอื่น ๆ แต่การลงทุนลักษณะนี้ อาจจะเหนื่อยน้อยกว่าแบบอื่น ๆ ตรงที่ไม่ต้องใช้แรงในการลงทุน แต่ต้องใช้สมองในการคิดวิเคราะห์ และเก็งกำไรแทน หากท่านวางแผนในด้านการลงทุนได้ดี การเล่นหุ้นก็จะไม่สร้างปัญหาให้ท่านในอนาคต แต่หากท่านไม่รู้จักวางแผน ไม่ชั่งใจว่าอะไรดีอะไรไม่ดี และลงทุนแบบตามความชอบ หรือแบบที่คิดว่าอยากลง แบบนั้นไม่มีทางที่พอร์ตของท่านจะเติบโตขึ้นแน่นอน

2. แนวทางการเปิดพอร์ตหุ้น

รู้หรือไม่ว่าการจะเปิดพอร์ตหุ้นให้โตเร็ว และประสบความสำเร็จ ผู้ลงทุนจะต้องเริ่มเปิดที่ 2 พอร์ตเป็นอย่างต่ำ โดยซื้อพอร์ตหนึ่งเอาไว้เล่นทำกำไรแบบระยะสั้นเท่านั้น ส่วนอีกพอร์ตต้องเว็บไว้เป็นหุ่นระยะยาง ที่สามารถทำกำไรให้ท่านได้เรื่อย ๆ แต่ข้อสำคัญคือพอร์ต 2 พอร์ตนี้ ต้องเป็นพอร์ตที่ซื้อเก็บไว้เรื่อย ๆ อย่าขายออก การซื้อหุ้นลักษณะนี้จะคล้าย ๆ กับการออมเงิน แต่เป็นการออมที่มีดอกเบี้ยมากกว่าการออมทั่วไป นั่นเองค่ะ

เนื้อหา-1-1

3. แนวทางการดูกำไรของพอร์ตลงทุน

สิ่งนี้จะต่อเนื่องจากการลงทุนในข้อที่แล้ว แต่จะชี้ไปที่ละพอร์ต ว่าการลงทุนแบบระยะสั้น และระยะยาวมันต่างกันอย่างไร โดยพอร์ตแรกที่เราเลือกลงทุนแบบระยะสั้น จะทำกำไรจากการซื้อให้เราเรื่อย ๆ แต่พอร์ตสองจะเริ่มทำเงินให้เราจริงจัง หลังจาก 10 ปีผ่านไป ซึ่งหากจะเปรียบเทียบแบบชัด ๆ พอร์ตส่วนแรกที่เป็นพอร์ตระยะสั้น จะเป็นการลงทุนที่เหมือนทำงานเพื่อเงิน แต่พอร์ตที่สองจะเป็นการให้เงินทำงานนั่นเองค่ะ

4. แนะนำพอร์ตที่ควรเล่นในแต่ละส่วน

อย่างที่แจ้งไปแล้ว ว่าการซื้อพอร์ตหุ้นให้ประสบผลสำเร็จ ผู้ซื้อจะต้องแบ่งออกเป็น 2 ส่วน นั่นคือส่วนที่ให้ผลระยะสั้น และผลระยะยาว ซึ่งพอร์ตที่ควรเล่นทั้ง 2 รูปแบบจะไม่เหมือนกัน โดยเราแนะนำว่าพอร์ตส่วนแรกที่เป็นพอร์ตระยะสั้น ให้เลือกเล่นแบบตลาดหุ้น โดยการเลือกหุ้นที่กำลังเป็นที่นิยมในช่วงนั้น ๆ หรือมีแนวโน้มว่าจะนิยมแบบต่อเนื่องในอนาคตด้วยก็ได้ ต่อมาเป็นพอร์ตแบบที่สอง ให้เลือกเล่นแบบหุ้นอินดี้ ให้เน้นเก็บหุ้นที่คนไม่ค่อยสนใจ ไม่ค่อยมีใครเชียร์ อาจจะหุ้นขนาดเล็กหน่อย ที่ไม่มีบทวิเคราะห์ เราต้องวิเคราะห์เองเป็นหลักค่ะ

เนื้อหา-1-2

5. จำนวนเงินที่ใช้ลงทุนในแต่ละพอร์ต

ส่วนใหญ่แล้วนัลงทุนทั้งหลาย มักจะลงทุนแบบให้ได้กำไรเร็ว ฉะนั้น ช่วงแรกหากอยากได้เงินเร็วๆ ก็ให้เล่นพอร์ตแรกให้เยอะหน่อย ฝึกฝนการเข้าออก ซึ่งพอร์ตแรกนี้ ควรเล่นด้วยเทคนิค แล้วเข้าออกวาง Stop Loss ถ้ามีเครื่องมือ Stop Loss อัตโนมัติแบบ TradeMaster ของบัวหลวง ช่วยนี่ ยังไงก็ไม่ติดหุ้น เพราะ เรากำหนดจุด Stop Loss เช่น 10% ได้ตั้งแต่ซื้อหุ้นเลย แปลว่า เลวร้ายสุด เราก็เสียแค่ 10% ไม่ติดหุ้น ส่วนพอร์ตที่สอง คือ เริ่มจากเงินน้อย ทยอยซื้อหุ้นถูก หุ้นต้นรอบ ซึ่งจริง ๆ พอร์ตสองนี่ ไม่ต้องตั้ง Stop Loss เลยก็ได้ค่ะ

6. ระยะของผลสำเสร็จในการซื้อ 2 พอร์ต

แน่นอนว่าการซื้อหุ้นทั้ง 2 พอร์ตจะให้ผลตอบแทนที่ไม่เท่ากัน อย่างในช่วงแรกพอร์ตแรกซึ่งลงทุนในระยะสั้น ก็อาจจะให้กำไรถี่กว่าและบ่อยกว่า แต่หากช่วงเวลาผ่านไปสักระยะ โดยอาจจะใช้เวลา 5 ปี 10 ปี 15 ปี หรือมากกว่านั้น พอร์ตที่สองซึ่งเป็นพอร์ตของการลงทุนระยะยาว จะให้กำไรจากการประกอบการที่ดีกว่าพอร์ตแรกแน่นอน ท่านอาจจะเริ่มเทรดแบบน้อยลง แล้วรอรับส่วนแบ่งไปยาว ๆ หรือไม่ก็ลองมองหาหุ้นพอร์ตใหม่ที่น่าลงทุน เน้นศึกษาให้เยอะ ๆ จากนั้นก็ใช้กำไรไปต่อยอดเรื่อย ๆ เท่านี้การลงทุนในพอร์ตของท่าน ก็จะประสบความสำเร็จแล้วค่ะ

แน่นอนว่าการจะลงทุนซื้อหุ้น หรือเทรดหุ้นพอร์ตต่าง ๆ ให้ประสบความสำเร็จ มันไม่ได้เห็นผลในระยะเวลาแค่ 1-2 ปี นักเทรดหุ้นที่เก่งระดับอาจารย์แต่ละท่าน ก็ล้วนใช้เวลาศึกษามาอย่างยาวนานทั้งนั้น กว่าจะประสบความสำเร็จ มาอยู่ในจุดที่สามารถออกมาเขียนชี้แจ้ง หรือเสนอแนะแนวทางการซื้อหุ้นให้ประสบความสำเร็จได้ อย่างคุณ พอล ภัทรพล อดีตนักแสดงชื่อดังของวงการบันเทิงไทย ที่หันมาเอาจริงเอาจังเรื่องการเล่นหุ้นจนประสบความสำเร็จ ก็เปิดเผยว่ากว่าที่เขาจะมาถึงจุดนี้ เขาเจ็บมาเยอะไม่น้อยเหมือนกัน 

ฉะนั้น หากการลงทุนของท่านยังไม่เห็นผลในช่วงแรก ๆ ก็ไม่ต้องวิตกกังวล หรือกลัวไปนะคะ ลองใช้เวลาอยู่กับมัน และศึกษาเยอะ ๆ เราเชื่อว่าสักวันท่านจะสามารถไปอยู่ในจุด ที่คนรวยเพราะหุ้นทั้งหลายเขาอยู่กันได้แน่นอน

อยากทำธุรกิจท่องเที่ยว เริ่มอย่างไรดี

อยากทำธุรกิจท่องเที่ยว เริ่มอย่างไรดี สำหรับนักลงทุนท่านไหน ที่กำลังหาข้อมูลสำหรับทำธุรกิจท่องเที่ยว บทความที่ gatopaints จะนำเสนอในวันนี้ น่าจะเป็นประโยชน์กับท่านไม่น้อย เพราะเราจะนำเสนอมุมมองต่าง ๆ ในการเตรียมตัว ก่อนจะตัดสินใจลงทุนทำธุรกิจท่องเที่ยว โดยจะแยกเป็นหัวข้อต่าง ๆ ให้เห็นแบบชัดเจน ทั้งเรื่องการจดทะเบียน การหาลูกค้า ตลอดจนเรื่องของงบประมาณเงินทุน ว่าต้องมีเท่าไหร่จึงจะสามารถลงทุนทำธุรกิจรูปแบบนี้ได้ พร้อมแล้วไปศึกษาเทคนิคต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนลงทุนไปพร้อมกันเลยค่ะ

เริ่มต้นธุรกิจท่องเที่ยว  ต้องรู้อะไรบ้าง?

สิ่งที่นักลงทุนทั้งหลายต้องรู้ก่อนตัดสินใจทำธุรกิจท่องเที่ยว หลัก ๆ จะมีด้วยกัน 4 เรื่อง ดังรายละเอียดที่ปรากฎต่อไปนี้

1. ธุรกิจการนำเที่ยว หรือ Tour operator หมายถึง ธุรกิจที่ทำหน้าที่จัดการนำเที่ยวแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่การออกแบบโปรแกรมท่องเที่ยว จัดหาไกด์นำเที่ยว จัดหาที่พัก จัดการเดินทางไปยังสถานที่เป้ากมาย ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถไฟ เรือ หรือเครื่องบิน

2. ธุรกิจตัวแทนท่องเที่ยว หรือ Travel Agency หมายถึง ธุรกิจที่มีหน้าที่จัดจำหน่าย หรือเป็นตัวแทนจำหน่ายบริการด้านการท่องเที่ยว แต่ธุรกิจนี้ไม่จำเป็นต้องงเป็นผู้จัดการการท่องเที่ยวเอง ทั้งนี้ ธุรกิจจัดการการนำเที่ยวส่วนใหญ่ จะอยู่ในสถานะเป็นธุรกิจตัวแทนท่องเที่ยว หรือ Travel Agency ด้วย

3. ธุรกิจขายส่งบริการท่องเที่ยว หรือ Travel wholeseller หมายถึง ธุรกิจที่เป็นผู้รวบรวมเอาสินค้าและบริการการท่องเที่ยวจากหลาย ๆ ผู้ประกอบการ โดยลูกค้าส่วนใหญ่ของ Travel Wholeseller จะเป็น Travel Agency มากกว่านักท่องเที่ยวโดยตรง

4. ธุรกิจบริหารจัดการจุดหมายปลายทาง หรือ Destination management services : (DMC) หมายถึงธุรกิจท่องเที่ยวที่มีบริการหลากหลายในจุดหมายปลายทางหนึ่ง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมทัวร์ ที่พัก สปา การเดินทาง ร้านอาหาร โดยมีลูกค้าเป็นธุรกิจนำเที่ยวเป็นตัวกำหนดสิ่งที่ต้องการ ในแพลนเที่ยวแต่ละประเทศ

เนื้อหา-1

เริ่มต้นทำธุรกิจท่องเที่ยว ต้องจดทะเบียนอะไรบ้าง?

หลักแล้วการจดทะเบียนเพื่อทำธุรกิจท่องเที่ยว จะมีทั้งหมด 3 รูปแบบ คือ จดทะเบียนบริษัท การจดทะเบียนธุรกิจท่องเที่ยว และจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งรายละเอียดการจดทะเบียนรูปแบบต่าง ๆ มีดังนี้

1. การจดทะเบียนบริษัท

แน่นอนว่าก่อนจะเริ่มทำธุรกิจบางอย่าง นีกลงทุนจะต้องทำการจดทะเบียนบริษัทชัดเจนก่อน หากต้องการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด หรือบริษัทจำกัด ก็สามารถเข้าไปจดทะเบียนได้กับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ตามจังหวัดที่ท่านตั้งบริษัท หรือจะเลือกจดผ่านระบบออนไลน์ที่ E-registration ก็ได้เช่นกัน สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว สิ่งที่ต้องไม่ลืมเมื่อจดทะเบียนธุรกิจท่องเที่ยวคือ การระบุวัตถุประสงค์ของบริษัทใน “แบบ ว.” ว่าบริษัทมีวัตถุประสงค์ในการให้บริการการนำเที่ยว และบริการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ไม่เช่นนั้น จะไม่สามารถนำธุรกิจไปจดทะเบียนธุรกิจท่องเที่ยวได้ค่ะ นอกจากนี้ ตามกฎหมายบอกว่า หากธุรกิจที่มีรายได้ไม่ถึง 1.8 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) แต่การดำเนินธุรกิจท่องเที่ยว หลายครั้งจำเป็นต้องมีการทำธุรกรรมกับบริษัทท่องเที่ยวอื่น ๆ ดังนั้น การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ.20) ก็อาจมีความจำเป็นในหลาย ๆ กรณี ซึ่งกรมสรรพากรก็อนุญาตให้ธุรกิจ สามารถจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มได้ทางออนไลน์ ผ่านเว็บไซต์ของกรมสรรพากร หรือจะไปจดที่สำนักงานโดยตรงก็ได้เช่นกัน

เนื้อหา-2

2. การจดทะเบียนธุรกิจท่องเที่ยว

เมื่อมีที่ตั้งบริษัท และมีการจดทะเบียนแบบชัดเจน ตามรายละเอียดในข้อ 1 แล้ว นักลงทุนจะต้องทำการจดทะเบียนธุรกิจท่องเที่ยวเพิ่มเติม โดยใบอนุญาตท่องเที่ยว มี 4 ประเภท พร้อมทั้งต้องวางเงินหลักประกันที่จะได้คืนเมื่อเลิกกิจการ ดังนี้

  • ประเภททั่วไป สามารถจัดการท่องเที่ยวได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต้องวางเงินหลักประกัน 200,000 บาท
  • ประเภทนำนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ สามารถจัดการท่องเที่ยวแบบ Inbound และ Domestic ได้เท่านั้น ต้องวางเงินหลักประกัน 100,000 บาท
  • ประเภทในประเทศ สามารถจัดการท่องเที่ยวแบบ Domestic ได้เท่านั้น ต้องวางเงินหลักประกัน 50,000 บาท
  • ประเภทเฉพาะพื้นที่ สามารถจัดการท่องเที่ยวได้เฉพาะเขตพื้นที่ที่ได้รับอนุญาต ต้องวางเงินหลักประกัน 10,000 บาท

โดยสามารถเข้าไปสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนนี้ ได้จากกรมการท่องเที่ยว ซึ่งสามารถสอบถามผ่านช่องทางเว็บไซต์ และสำนักงานได้โดยตรง

เนื้อหา-3

3. การจดทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

หากผู้นักลงทุนการท่องเที่ยวทั้งหลาย มีการเปิด website เพื่อจำหน่ายโปรแกรมการท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์ ตามหลักแล้วจะต้องมีการขึ้นทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ด้วย ซึ่งสามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.trustmarkthai.com ตลอด 24 ชั่วโมง

ทำธุรกิจท่องเที่ยว ต้องลงทุนเท่าไหร่?

ต้นทุนที่จำเป็นมาก ๆ ในธุรกิจทุกรูปแบบ ซึ่งแน่นอนว่ามันรวมธุรกิจท่องเที่ยวเข้าไปด้วย การจะทำธุรกิจท่องเที่ยว ผู้ลงทุนจะต้องมีการวางเงินหลักประกันตามประเภทของการจดทะเบียนธุรกิจ หากต้องการจัดตั้งธุรกิจในรูปแบบบริษัทจำกัด ก็จำเป็นต้องมีทุนจดทะเบียน ซึ่งทุนจดทะเบียนยิ่งมาก ก็จะยิ่งทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวมีความน่าเชื่อถือ ธุรกิจท่องเที่ยวที่เป็น SMEs ส่วนใหญ่ มีทุนจดทะเบียนตั้งแต่ไม่กี่แสนบาท จนถึงประมาณ 4 ล้านบาท ส่วนจำนวนเงินทุนที่จำเป็น มันขึ้นอยู่กับขนาดของธุรกิจที่ท่านทำ ไม่สามารถกำหนดแบบตายตัวได้ ว่าต้องใช้มากหรือน้อยเพียงใด หากท่านใช้หน้าร้านออนไลน์เป็นหลัก เงินลงทุนก็ไม่จำเป็นต้องมากนัก อาจอยู่ในแค่หลักหมื่นด้วยซ้ำ ขณะที่หากต้องการมีหน้าร้าน ก็ขึ้นอยู่กับทำเลที่จะตั้งอยู่ หากอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวดัง ๆ ก็มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง อีกหนึ่งต้นทุนที่ธุรกิจท่องเที่ยว ไม่อาจเลี่ยงได้คือ การลงทุนซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น คอมพิวเตอร์ และปริ้นเตอร์ เนื่องจากการประกอบธุรกิจท่องเที่ยวในปัจจุบัน ไม่สามารถหลีกหนีจากช่องทางออนไลน์ได้

และทั้งหมดนี้คือเรื่องน่ารู้ขั้นต้น ของการลงทุนทำธุรกิจท่องเที่ยว ความจริงแล้วยังมีรายละเอียดในส่วนอื่น ๆ ให้ท่านศึกษาอีกมากมาย ทั้งในเรื่องการวางแผนดีลโรงแรม ร้านอาหาร เครื่องบิน และการขนส่งรูปแบบอื่น ๆ แต่เอาไว้มาติดตามกันในบทความต่อไปนะคะ